Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

1. Adverbs of Degree    เป็นกริยาวิเศษณ์ทส่วนใหญ่ี่ไปขยาย adjective  หรือ adverb ด้วยกันเอง เพื่อบอกระดับหรือปริมาณความมากน้อย คำที่พบบ่อยๆ ได้แก่

absolutely certainly definitely, probably entirely obviously very
almost nearly quite just too enough hardly
completely very extremely exactly scarcely so much
quite perhaps probably rather fairly only slightly

ตำแหน่งของ Adverbs of Degree  ส่วนใหญ่วางหน้าคำที่มันขยาย มักจะขยาย adjective หรือ adverb  ด้วยกันเอง  และวางหน้า main verb  หรือระหว่างกริยาช่วย ( auxiliary verb )กับ main verb เช่น

The water was extremely cold.   น้ำนั้นเย็นเจี๊ยบเลย  ( ขยาย adjective – cold)
I am too tired to go out tonight.  ฉันเหนื่อยเกินไปกว่าที่จะออกไปข้างนอกคืนนี้   ( ขยาย adjective – tired)
Please do not speak too fast.  โปรดอย่าพูดเร็วเกินไป   ( ขยาย adverb – fast )
He hardly noticed what she was saying. เขาแทบไม่ได้สังเกตว่าเธอพูดอะไร ( วางหน้า main verb – noticed )
She had almost finished her breakfast when I came in. เธอกินอาหารเช้าเกือบเสร็จแล้วตอนที่ฉันเข้ามา  
    ( วางระหว่างกริยาช่วย  – had กับ main verb – finished )

2. Adverbs of Time   เป็น adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดเมื่อใด (when ) เป็นเวลานานแค่ไหน    ( for how long ) และบ่อยแค่ไหน ( how often ) เช่น

  • When : เช่น today, yesterday, later,now, last year, after,soon, before, sometime (ขณะใดขณะหนึ่งในอดีต,อนาคต ), immediately, recently,early
  • For how long : เช่น     all day, not long, for a while, since last year,temporarily,briefly, from…...to, till, until (บางตำราแยกเป็น Adverbs of Duration )
  • How often : เช่น      sometimes (บางครั้ง บางคราว ), frequently, never, often, always, monthly  ( บางตำราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of Frequency )

การวางตำแหน่งของ Adverbs of time

  • Adverb ที่บอกว่าเกิดเมื่อใด ( When ) ส่วนมากจะนิยมวางท้ายประโยค เช่น
    I ‘m going to tidy my room tomorrow. ฉันจะจัดห้องให้เป็นระเบียบเรียบร้อยพรุ่งนี้
    You have to get back before dark. คุณต้องกลับมาก่อนจะมืดค่ำ
    Everyone  arrived early. ทุกคนมาเร็วกว่าเวลาที่กำหนด
    It is time to leave now. ได้เวลาที่จะต้องไปแล้ว
    แต่อาจวางหน้าประโยคได้เช่น
    Today I will go to the library. วันนี้ ฉันจะไปห้องสมุด
    Now it is time to leave. ได้เวลาที่จะต้องไปแล้ว
  • Adverb of time ส่วนมากจะวางไว้ในกลางประโยคไม่ได้ ยกเว้น now, once, และ then เช่น It is now time to leave.
  • Adverb ที่บอกว่าเป็นเวลานานแค่ไหน ( for how long ) ส่วนมากวางท้ายประโยคเช่นกัน เช่น
     I lived in Australia for a year. ฉันเคยอยู่ที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี
    My daughter went out with her friends all day. ลูกสาวฉันออกไปกับเพื่อนของเธอทั้งวัน
    John will be here from tomorrow till next week. จอห์นจะอยู่ที่นีตั้งแต่พรุ่งนี้ถึงอาทิตย์หน้า
  • Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหน ( how often ) เป็นการแสดงความถี่ของการกระทำ ส่วนมากวางหน้ากริยาหลัก ( main verb ) แต่หลังกริยาช่วย  ( auxiliary verbs ) เช่น  be, have, may, must
    I often eat vegetarian food. ฉันรับประทานอาหารมังสวิรัติอยู่บ่อยๆ
    He never drinks milk. เขาไม่เคยดื่มนม
    You must always fasten your seat belt. คุณจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ (เช่น เวลาขับรถ นั่งเครื่องบิน )
  • Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหนซึ่งระบุจำนวนเวลาของการกระทำที่แน่นอน ส่วนมากจะวางท้ายประโยค เช่น
    This magazine is published monthly. นิตยสารฉบับนี้ออกเป็นรายเดือน
    He visits his mother once a week. เขาไปเยี่ยมมารดาของเขาอาทิตย์ละครั้ง (เป็นกิจวัตร)
  • Adverbsที่สามารถวางท้ายประโยค หรือวางหน้ากริยาหลักเช่น   frequently,generally, normally, occasionally,often, regularly, sometimes, usually   เช่น
    She regularly visits France. เธอไปฝรั่งเศสเป็นประจำอย่างสม่ำ่เสมอ
    She visits France regularly.
    We occasionally go to the cinema. เราไปดูภาพยนต์ในบางโอกาส
    We go to the cinema occasionally.

หมายเหตุ  
sometime ( ขณะใดขณะหนึ่งในอดีต,อนาคต) เป็น adverb ที่บอกว่าการกระทำเกิดเมื่อใด ( When )
sometimes ( บางครั้งบางคราว ) เป็น adverb ที่บอกความถี่ของการกระทำ ( how often ) ดังนี้
    I would like to read that book sometime.   ฉันอยากจะอ่านหนังสือเล่มนั้นเมื่อใดเมื่อหนึ่ง
    I sometimes see him in the park. ฉันเจอเขาในสวนสาธารณะเป็นครั้งคราว

3. Adverbs of Manner  เป็น adverb ที่บอกว่าการกระทำนั้นได้กระทำในลักษณะอาการอย่างไร ( How ) ส่วนมากจะเป็น adverb ที่ลงท้ายคำด้วย -ly เช่น

actively อย่างกระฉับกระเฉง any how อย่างไรก็ดี
ิaggressively อย่างก้าวร้าว loudly อย่างดัง
carefully อย่างระมัดระวัง distinctly อย่างเห็นได้ชัด
easily อย่างง่ายดาย equally โดยเท่าเทียมกัน
fast อย่างเร็ว gladly อย่างดีใจ
greedily อย่างตะกละ ละโมบ intentionally อย่างตั้งใจ
quickly อย่างเร็ว promptly อย่างไม่ชักช้า
simply โดยง่าย, ธรรมดา quietly อย่างเงียบเชียบ
still โดยสงบนิ่ง sincerely อย่างจริงใจ
together ร่วมกัน suddenly โดยกระทันหัน
wisely อย่างฉลาด well อย่างดี

การวางตำแหน่งของ Adverbs of Manner

  • ถ้าประโยคไม่มีกรรมให้วางหลังกริยา เช่น
    They walk slowly.  เขาเดินอย่างช้าๆ  ( ประโยคนี้ไม่มีกรรม   slowly วางหลังกริยา walk ในประโยคต่อๆไปก็เช่นกัน)
    Her eyes shine brightly. ดวงตาของเธอเป็นประกายสดใส
    We waited patiently for the show to begin. เรารอให้การแสดงเริ่มอย่างอดทน
  • ถ้าประโยคนั้นมีกรรม ให้วางหลังกรรม
    I can speak Japanese well.  ฉันพูดภาษาญี่ปุ่นได้อย่างดี ( Japanese เป็นกรรมของ speak )
    She sings the song beautifully. เธอร้องเพลงนั้นได้เพราะ  ( song เป็นกรรมของ sing )
  • Adverb of Manner ที่ลงท้ายด้วย -ly หรือเป็นคำที่แสดงความเห็นของผู้พูดเกี่ยวกับการกระทำนั้น ส่วนใหญ่นิยมวางไว้ในประโยค
    I have carefully considered  all of the possibilities. ฉันได้พิจารณาความเป็นไปได้ต่างๆอย่างระมัดระวัง
    I hardly had any time to talk to him. ฉันไม่ค่อยมีเวลาคุยกับเขา
  • Adverbs of Manner อาจจะวางไว้หน้าประโยคได้เมื่อต้องการเน้น  Adverb นั้น
    Patiently, we waited for the show to begin.  เรารอให้การแสดงเริ่มอย่างอดทน
  • ประโยคอุทานที่ขึ้นต้นด้วย How ให้วาง Adverbs of Manner  ไว้หลัง How เช่น
    How quickly the time passes!  เวลาช่างผ่านไปเร็วอะไรเช่นนี้
    How hard she works! เขาทำงานหนักอะไรอย่างนี้
  • ในประโยค passive voice  ถ้ามี Adverb of Manner มาขยาย ให้วางไว้หน้ากริยาช่อง 3 เสมอ
    The report was well written. รายงานนั้นได้มีการเขียนเป็นอย่างดี
  • ในการใช้อย่างเป็นทางการ ( formal English )  จะไม่วาง Adverb of Manner ตามหลัง to ใน  infinitive
    I wanted to carefully consider the situation. (informal) 
        ฉันต้องการพิจารณาสถานการณ์นั้นอย่างระมัดระวัง
    I wanted to consider the situation carefully. ( formal )
  • Adverb of Manner ที่เป็น phrases และ clauses  ปกติวางท้ายประโยค
    We arrived on foot. เราไปถึงโดยการเดิน  ( on foot เป็น phrase )
    We finished the work as quickly as we could. 
        เราได้ทำงานเสร็จลงอย่างรวดเร็วเท่าที่สามารถจะทำได้
        ( as quickly as we could เป็น clause )
  • แต่ในกรณีที่ต้องการเน้น สามารถนำมาไว้หน้าประโยคได้
    As quickly as we could, we finished the work.

4. Adverb of Place   เป็น adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นที่ไหน  ( Where ) คำที่ใช้บ่อย  เช่น

ีupstairs downstairs outside inside outdoors indoors here there
somewhere nowhere everywhere anywhere elsewhere home southwards backwards
  • ตำแหน่งของ Adverb of Place ปกติจะวางท้ายประโยคหลังกริยาหลัก ( main verb ) หรือหลังกรรม ( object )และไม่มีคำอื่นต่อท้าย เช่น
        The students are walking home.
            พวกนักเรียนกำลังเดินกลับบ้าน ( วางท้ายประโยคและหลังกริยา)
        You ‘ll find these flowers everywhere.
            คุณจะพบว่ามีดอกไม้เหล่านี้อยู่ทุกหนแห่ง  ( วางท้ายประโยคหลังกรรม- flowers )
        The books are here.
            หนังสืออยู่ที่นี ( วางท้ายประโยคหลังกริยาช่วย- are )
        Cat don’t usually walk backwards.
            .แมวไม่่เดินถอยหลัง (วางท้ายประโยคหลังกริยาหลัก- walk )

    หมายเหตุ  towards เป็น preposition ซึ่งจะต้องตามด้วย nouns หรือ pronouns เท่านั้น มิใช่ Adverb of Place  เช่นประโยคต่อไปนี้ 
        He walked towards the car.  เขาเดินตรงไปที่รถ ( car เป็น  noun )

  • นอกจากนั้นมีคำต่อไปนี้ ซึ่งถ้าใช้ตามหลังคำกริยาโดยไม่มีคำอื่นต่อท้ายอีกจึงจะทำหน้าที่เป็น Adverb of Place   หากมีคำต่อท้ายจะทำหน้าที่เป็นบุพบท (preposition) 
above along at, across after about around away
ิิัby below before back behind on up down
near next in through off over aside under

เช่น 
He told me to stand up.  
    เขาบอกให้ฉันยืนขึ้น ( upในที่นี้เป็น adverb of place ขยาย stand )
Jack climbed up the ladder. 
    แจ๊คปีนขึ้นบันได ( up ในที่นี้ทำหน้าที่ี้เป็น preposition แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Jack กับบันได)

5. Conjunctive Adverbs  เป็นกริยาวิเศษณ์ที่ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมอนุประโยค (independent clause )ในประโยค   โดยมีข้อความของอนุประโยคหน้าและอนุประโยคหลังเชื่อมโยงกัน   เช่นคำต่อไปนี้

accordingly also anyway besides certainly consequently
further furthermore hence however incidentally indeed
meanwhile moreover namely nevertheless next nonetheless
similarly still then thereafter therefore thus
finally likewise otherwise finally instead now
undoubtedly so  again in fact for example on the contrary
  • การใช้ Conjunctive Adverbs ในการเชื่อมอนุประโยคจะต้องใช้ semi colon ในการเชื่อมประโยคและคำ Conjunctive Adverbs ต้องมี comma ตาม   ยกเว้น so และ otherwise ไม่ต้องมี comma  เช่น

    Bill went to school; however, he didn’t attend classes. 
        บิลไปโรงเรียนแต่ไม่ได้เข้าเรียน
    The check was for more than the balance; consequently, it bounced.
        จำนวนเงินในเช็คนั้นมากกว่าเงินในบัญชี เช็คจึงเด้ง
    You will need to focus on the goal; otherwise it is easy to get distracted. 
        คุณต้องมุ่งจุดสนใจไปที่เป้าหมาย มิฉะนั้นอาจจะถูกทำให้เขวได้ง่าย  ( ไม่ต้องมี comma ตาม otherwise )

  • Conjunctive Adverbs วางได้หลายตำแหน่งโดยความหมายไม่เปลี่ยนไป เช่นWe wanted to go on a picnic; however, the weather turned bad and we weren’t able to go.
        เราต้องการไปปิคนิค อย่างไรก็ดีเกิดอากาศไม่ดีขึ้นมาเราจึงไปไม่ได้
    We wanted to go on a picnic; the weather turned bad, however,and we weren’t able to go.
    We wanted to go on a picnic. The weather turned bad and we weren’t able to go, however.
        ประโยคนี้ไม่ต้องมี semi colon เนื่องจากเป็น 2 ประโยคไม่ใช่ 2 อนุประโยค

    โปรดสังเกตว่า semicolon เป็นเครื่องหมายเชื่อมอนุประโยค ไม่ใช่เครื่องหมายนำหน้า Conjunctive Adverbs

6. Interrogative Adverbs  เป็นกริยาวิเศษณนำในประโยคคำถาม ได้แก่คำดังต่อไปนี้   why, where, how, when เช่น

Why are you so late?   ทำไมคุณสายจัง
Where is my passport? หนังสือเดินทางฉันอยู่ไหน
How much is that coat? เสื้อโค้ตตัวนั้นราคาเท่าไร
When does the train arrive?  รถไฟมาถึงเมื่อไร

หมายเหตุ   how สามารถใช้ได้ 4 วิธี

1. ในความหมาย ‘ทำอย่างไร ( in what way)?’:
    How did you make this sauce? คุณทำซอสนี้อย่างไร
    How do you start the car?  คุณติดเครื่องรถยนต์อย่างไร

2. ใช้กับ adjectives:
    How tall are you? คุณสูงเท่าไร
    How old is your house? บ้านคุณเก่าแค่ไหน

3. ใช้กับ much และ many:
    How much are these tomatoes? มันฝรั่งนี้ราคาเท่าไร
    How many people are coming to the party? จะมีคนมางานปาร์ตี้กี่คน

4. ใช้กับ adverbsตัวอื่นๆ :
    How quickly can you read this? คุณอ่านนี่ได้เร็วแค่ไหน
    How often do you go to London? คุณไปลอนดอนบ่อยแค่ไหน

7. Relative Adverbs  เป็นคำกริยาวิเศษณ์นำหน้า relative clause ได้แก่คำ when, where, why  แทนคำ preposition + which

I remember the day when we first met . ฉันจำวันที่เราพบกันครั้งแรกได้ 
    ( when = preposition on + which )
That’s the restaurant where we had dinner last night.
    นั่นคือภัตราคารที่เรามาทานอาหารเ้ย็นกันเมื่อวานนี้ ( where= preposition at/in + which)
The reason why he refused is unconvincing. 
    เหตุผลที่เขาปฏิเสธนั้นไม่น่าเชื่อถือเลย   ( why= preposition for + which )

8. Viewpoint and Commenting Adverbs  เป็นคำกริยาวิเศษณ์แสดงความเห็นของผู้พูด  ส่วนมากได้แก่คำต่อไปนี้

honestly seriously confidentially personally
surprisingly ideally economically officially
obviously clearly    

Honestly, I think he is a liar. จริงๆนะ ฉันว่าเขาเป็นคนโกหก
Personally, I’d rather go by train. โดยส่วนตัวแล้วฉันอยากจะเดินทางโดยรถไฟ
You obviously enjoined your meal.

9. Adverbs phrases and clauses of purpose เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่ตอบคำถาม “Why” ในรูปของวลีหรืออนุประโยค เช่น

I went to the store yesterday to buy  some sugar.
I will go to the library tomorrow to return  the book.
I need to buy a new shirt because my old one is worn out.

สามารถจะนำวลีหรืออนุประโยคนั้นวางหน้าประโยคได้โดยตามด้วย comma
Because it was such a beautiful day, I decided to go for a walk.

10. Adverbs of Certainty  เป็นคำกริยาวิเศษณ์ แสดงความรู้สึกแน่ใจของผู้พูด คำที่ใช้มากเช่น

certainly,definitely, probably, undoubtedly, surely

He definitely left the house this morning
He has certainly forgotten the meeting
He will probably remember tomorrow
Undoubtedly, Winston Churchill was a great politician.

หมายเหตุ คำบางคำอาจทำหน้าของกริยาวิเศษณ์ได้หลายอย่างเช่น   undoubtedly  เป็นได้ทั้ง conjunctive adverbs เชื่อมอนุประโยค และ Adverb of Certainty แสดงความแน่ใจ

Sentence (ประโยค) หมายถึง หน่วยความคิดหรือข้อความที่มีความสมบูรณ์ทั้งในเรื่องของไวยากรณ์
และความหมายที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสาร
ประโยคจะต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 2 ส่วน ดังนี้
       ประธาน+กริยา+(ส่วนเติมเต็มที่จะทำให้ประโยคสมบูรณ์)
       Subject+Verb+(complement)
      ส่วนที่อยู่ในวงเล็บอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าประโยคสมบูรณ์แล้วไม่ต้องมีก็ได้

 Subject (ประธาน) คือ ผู้กระทำ หรือ ผู้แสดง คำที่จะมาทำหน้าที่ประธานของประโยค ได้แก่ คำนาม(Noun)
เช่น the boy, the cat ,the book , Wanit etc. หรือ คำสรรพนาม(Pronoun) เช่น I, You,
We, They, He, She, It เป็นต้น 

Verb (กริยา) คือ อาการที่ประธานแสดงออกมา เช่น นั่ง (sit) นอน ( sleep ) เดิน ( walk ) Verb to be
( is, am, are ทั้ง 3 ตัวแปลว่า เป็น อยู่ คือ ) เป็นต้น 

complement (ส่วนเติมเต็ม) คือ ส่วนที่ไปทำให้ประโยคสมบูรณ์ซึ่งอาจจะเป็น

 Object (กรรม) คือ ผู้ถูกกระทำ หรือ ส่วนขยายประโยคก็ได้ เช่น

The student
studies
English at school. นักเรียนเรียนหนังสือที่โรงเรียน
 
 
   
The children
are
at school. นักเรียนอยู่ที่โรงเรียน
 
 
   
Subject
Verb
ส่วน English เป็น Object
    และ at school เป็นส่วนเติมเต็มขยายประโยค

Adverb ( กริยาวิเศษณ์ ) คือคำที่ใช้ประกอบหรือขยายคำต่อไปนี้เพื่อให้ได้ความหมายชัดเจน สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

1. Verb (กริยา)  เช่น  He works hard every day.  ( hard เป็น adverb  ขยายคำกริยา work )

2. Adjective ( คำคุณศัพท์)  เช่น  It is surprisingly hot  today. ( surprisingly เป็น adverb ขยาย คุณศัพท์ hot )

3. คำกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง  เช่น The train travels very quickly.( very ซึ่งเป็น adverb ขยาย quickly ซึ่งเป็น  adverb )

4. Pronoun (สรรพนาม)  เช่น  What else I can say? ( else เป็น adverb ขยาย what  ซึ่งเป็น สรรพนาม )

5. กลุ่มคำที่เป็นวลี  เช่น They lived nearly on the top of the hill. ( nearly เป็น adverb ขยายวลี on the top of the hill )

6. ประโยค  เช่น However, I was successful in the examination ( however เป็น adverb ขยายประโยคที่ตามมา )

7. จำนวนนับ   เช่น  I go to Huahin almost every week. (  almost เป็น adverb ขยายจำนวนนับ every )

8. Preposition (บุพบท)   เช่น  I hit him right on his nose . ( right ในที่นี้แปลว่า”พอดี ” เป็น adverb ขยาย preposition “on”)

9. Conjunction ( สันธาน ) เช่น   He didn’t stop working even though he was very tired. ( even =ถึงขนาดนั้น เป็น adverb ขยายสันธาน though

1. Simple sentence

ประโยค simple sentence คือประโยคที่มีโครงสร้างอย่างง่าย มี clause อิสระหรือ independent clause อันเดียว เช่น

  • The student is working hard.
  • She confessed her crime to the police.

 

2. Compound sentence

Compound sentence คือ ประโยคที่มีตั้งแต่สอง independent clauses (ซึ่งเป็น simple sentences) ขึ้นไป และแต่ละ clause แยกออกมาเขียนเป็น simple sentence ได้ ในประโยค compound sentence ไม่มี dependent clauses คำ conjunctions ที่ใช้เชื่อม ได้แก่ and, but, or, so, for

1.    You may discuss this report with your colleagues first, but our CEO will finally finalize it.

2.    The bus stopped at the bus terminal and all the passengers got out of it.

 

3. Complex sentence

Complex sentence คือประโยคที่มีเพียงหนึ่ง independent clause เท่านั้น แต่จะมี dependent clause หนึ่ง clause หรือมากกว่าหนึ่งก็ได้มาเป็นส่วนขยาย

  • You didn’t tell me that you were going to set up a new business.

ส่วนที่ขีดเส้นใต้เป็น noun clause

The couple who lived in the big house at the corner used to be movie stars.

ส่วนที่ขีดเส้นใต้เป็น relative clause ทำหน้าที่เป็น adjective clause ขยายคำ noun ‘the couple’

As soon as I realized that something had gone wrong, I called the police. (as soon as ใช้นำหน้า adverb clause of time)

This is the place where his brother was killed.

(where ใช้นำหน้า adverb clause of place)

She talked to him as if she were her mother.

(as if ใช้นำหน้า adverb clause of manner)

Alisa asked her parents to let her stay in her own flat because she wanted to be independent.

(because ใช้นำหน้า adverb clause of reason)

Although he had tried hard to investigate the case, he found little useful evidence.

(although ใช้นำหน้า adverb clause ที่บอก contrast)

Realizing that the political climate in the country was unfavourable, Mr. Johnson cancelled the plan to expand his business.

(ส่วนที่ขีดเส้นใต้เรียกว่า participial phrase ลดรูปมาจาก clause เต็ม ๆ ว่า After Mr. Johnson realized that the political climate in the country was unfavourable อยู่ในรูป active voice)

Strongly criticized by her friends, she refused to join the team.

(ส่วนที่ขีดเส้นใต้ก็เป็น participial phrase ด้วย ลดรูปมาจาก clause เต็มว่า When หรือ After she was strongly criticized by her friend. อยู่ในรูป passive voice

4. Compound – complex sentence

       Compound – complex sentence คือประโยคที่มีตั้งแต่สอง independent clauses

ขึ้นไป และมี dependent clauses ตั้งแต่หนึ่ง clause ขึ้นไป กล่าวง่าย ๆ คือมีทั้งประโยค compound และ complex ปนกันอยู่ เช่น

Since that article seems to satisfy your needs, we are enclosing a copy and we hope that it will help you find a suitable solution to your problem.

         หากจะพิจารณาโครงสร้างของประโยคตามหน้าที่ (function) ของคำประเภทต่าง ๆ ว่าทำหน้าที่อะไรในประโยคแล้ว โครงสร้างของประโยคจะประกอบด้วยส่วนที่สำคัญที่สุด 3 ส่วนคือ ประธาน (Subject), กริยา (Verb) และส่วนเติมให้สมบูรณ์ (Complement)

ส่วนขยาย (modifiers) เช่น (adjectives, adverbs) และคำเชื่อม (connectives) เช่น prepositions, conjunctions, และอื่นๆ มีหน้าที่ช่วยเพิ่มเติมสนับสนุนที่สำคัญที่สุด โดยที่ modifiers มีหน้าที่ช่วยให้มีความหมายมากขึ้น หรือชัดเจนยิ่งขึ้น และ connectives มีหน้าที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของประโยค เพื่อให้ประโยคเหล่านั้นมีความต่อเนื่องราบรื่น ไม่สะดุด

1. Subject

คือคำ หรือกลุ่มคำที่อาจเป็นบุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือสภาวะทางนามธรรม ซึ่งเป็นผู้แสดงออกในประโยค ส่วนใหญ่ subjects ที่เป็นประเภทคำโดด (single words) มักจะเป็นคำประเภท nouns และ pronouns เสมอ เช่น

The Principal called the meeting at 2 o’clock.

He wanted every staff member to attend the meeting.

Verbals (คำคล้าย verbs) เช่น gerund และ infinitive ก็อาจเป็น subject ได้

Jogging is good exercise. (gerund)

To run is more tiring than to walk. (infinitive)

The demonstrative, interrogative และ indefinite pronouns เป็น subjects ได้

That is going to be a difficult task. (demonstrative)

What are your plans for doing it? (interrogative)

Everyone is ready to work with you. (indefinite)

Phrase ที่ทำหน้าที่เหมือน noun เป็น subject ของ sentence ได้

Winning the prize is the thing he is so proud of.

To make this report as comprehensive as possible is our main objective.

Dependent clause ทั้ง clause ก็ทำหน้าที่เป็น subject ได้

Whoever works in the headquarter will be able to supply the information you need.

Whether the report has been approved or not will determine our action.

 

2. Verb 

คือคำที่ใช้แสดงการกระทำของ subject (active verb) หรือการถูกกระทำ (passive verb) และอาจเป็นคำที่แสดงให้รู้จัก subject ซึ่งเรียกกันว่า linking verb ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการกระทำหรือการถูกกระทำแต่อย่างใดก็ได้ เช่น He appears happy. She looks cheerful. ในประโยคหนึ่ง ๆ จะมี verb เสมอเมื่อพูดถึง verb จะต้องนึกถึงตัวกำหนดรูปแบบของ verb 5 กรณีดังต่อไปนี้คือ

– พจน์ (number) – กาล (tense) – การก (voice)

– บุคคล (person)) – มาลา (mood)

ตัวกำหนดทั้ง 5 กรณีนี้จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของ verb ซึ่งอาจเปลี่ยนที่รูปแบบของ verb หรือใช้ auxiliary verbs เหล่านี้ช่วย เช่น be, have, can, may, might, shall, will, should, would, could, must, do

 

Verbs เปลี่ยนแปลงไปตามตัวกำหนดดังนี้

 

2.1 Number กำหนดให้ verb นั้นเป็น singular หรือ plural verb ก็จะต้องเปลี่ยนไปตามนั้น

2.2 Person กำหนดให้ verb เปลี่ยนไปตาม person 3 อย่างคือ บุรุษที่ 1 first person (I), บุรุษที่ 2 second person (you) หรือ บุรุษที่ 3 third person (he, it, they)

2.3 Tense กำหนดให้ verb เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามเวลาที่เกิดเหตุการณ์แล้วแต่จะเป็น past, present หรือ future

2.4 Mood กำหนดให้ verb เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของประโยค หรือข้อความที่พูดแล้วแต่ว่าจะเป็นบอกเล่า หรือถาม (indicative mood) ออกคำสั่ง หรือขอร้อง (imperative mood) หรือลักษณะประโยคเป็นแบบเงื่อนไข หรือการสมมุติ (subjunctive mood)

2.5 Voice กำหนดให้ verb เปลี่ยนไปตามลักษณะที่ว่า subject เป็นผู้กระทำต่อ verb (active voice) หรือเป็นผู้ถูกกระทำ (passive voice)

The technician completed the video recording yesterday. (active voice)

Fund-raising activities were organized to help the orphans. (passive voice)

 

Verbs เมื่อพิจารณาตามการกระทำว่า Verb นั้นแสดงการกระทำอะไรหรือไม่ หรือเพียงแต่มาเชื่อมกับประธานเฉย ๆ จะแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ Transitive verb คือ verb ที่ต้องมีกรรมมารับ เช่น eat, Intransitive verb คือ verb ที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ เช่น sleep และ Linking verb ซึ่งมาเชื่อมกับ subject เช่น seem, appear, feel

 

 

 

3. Complement

Complement คือ คำหรือกลุ่มคำที่ตามหลังกริยา และทำให้ประโยคมีความหมายสมบูรณ์ complement อาจเป็น

3.1 กรรมตรง (Direct object)

He bought a beautiful present for his wife.

We are trying to find a solution to this problem.

3.2 กรรมรอง (Indirect object)

He gave a beautiful present to his wife.

3.3 Predicate nominative ได้แก่ predicate noun, predicate complement และ subjective complement ซึ่งก็คือ predicate nominative นั่นเอง Predicate nominative จะตามหลัง linking verbs และทำหน้าที่เป็น subject ในชื่อใหม่

คำที่ทำหน้าที่ predicate nominative เป็นได้ทั้ง noun, pronoun, verbal phrase, หรือ clause

หมายเหตุ: คำว่า predicate แปลง่าย ๆ ก็คือ ภาคแสดงนั่นเอง เช่น He is running แยกเป็น

He = subject และ predicate ก็คือ is running

Noun: He is chairman of the Board of Directors.

Pronoun: They thought the winner was he.

Gerund: My favorite exercise is doing aerobics.

Infinitive phrase: The purpose of this seminar is to find new ways and means to deal with our company’s productivity problem.

Noun Clause: The group leader should be whoever is best qualified.

3.4 Predicate adjective คือ adjective ที่เป็นภาค predicate ของประโยคและขยาย noun หรือ pronoun ที่เป็น subject Predicate adjective จะต้องอยู่หลัง linking verb เสมอ

The flower smell sweet.

He seemed depressed after his wife’s death.

He appears enthusiastic about the subject.

 

 

4. Modifiers (adjectives, adverbs)

อาจเป็น single words, phrases หรือ clauses ก็ได้

Modifiers มีหน้าที่อธิบาย หรือช่วยให้ความหมายของคำต่าง ๆ ในประโยคชัดเจนขึ้น และ Modifiers อาจทำให้ความหมายของประโยคกำกวมถ้าวางไม่ถูกตำแหน่ง

4.1 Adjectives คือคำที่ใช้ขยายหรือจำกัดความหมายของ noun หรือ pronoun ให้ชัดเจนขึ้น

The new employee has been assigned the difficult task of analyzing the statistical reports on income tax.

Somchai was very disappointed; he failed completely in that fierce competition.

4.2 Adverbs คือคำที่ใช้ขยาย verbs, verbals, adjectives หรือ adverbs อื่น ๆ หรืออีกนัยหนึ่ง adverbs คือคำที่ตอบคำถามคำที่ขึ้นต้นด้วย where, how, how much, when, why เช่น

We will organize the party here.

She walks very fast.

Spending money unwisely, he ran out of his allowance.

Submit your report as soon as it is completed.

She went downtown to buy a new piece of jewellery.

5. Connectives

      Connectives มีหน้าที่เชื่อมส่วนของประโยค เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนที่เชื่อมนั้น conjunctions และ prepositions ถือเป็น connectives ที่สำคัญที่สุดลักษณะสำคัญของ connectives มีดังนี้

  5.1 เชื่อมส่วนของประโยค หรือ clause ที่มีฐานะเท่ากัน ได้แก่ coordinate conjunctions, correlative conjunctions, และ conjunctive adverbs. connectives เหล่านี้ปรากฎอยู่ใน compound sentence . Coordinate conjunctions Connectives ประเภทนี้ใช้มากที่สุด จะใช้เชื่อมส่วนของประโยคที่มีฐานะหรือความสำคัญเท่ากันทางไวยากรณ์ คือ words กับ words, phrases กับ phrases, independent clauses กับ independent clauses คำเหล่านี้ที่ใช้มาก ได้แก่ and, but, or, nor, for, yet    เช่น I go to school, but my sister stays at home.  Correlative conjunctions Connectives ประเภทนี้จะเป็นคำคู่ ใช้เชื่อมส่วนของประโยคที่มีฐานะเท่ากันเหมือน coordinate conjunctions แต่คำที่ใช้เป็นคู่นั้นจะต้องตามด้วยคำชนิดเดียวกัน ตัวอย่าง connectives ประเภทนี้ได้แก่ either…or, neither…nor, not only…but also, both…and  เช่น Either he leaves or I will.

Conjunctive adverbs ประเภทนี้ใช้เชื่อม independent clauses ด้วยกันเพื่อแสดงความสัมพันธ์อย่างไรก็ดีถึงแม้ clauses ที่ถูกเชื่อมจะเป็น independent clauses แต่ก็เป็น independent ในเชิงไวยากรณ์เท่านั้น ในแง่ความหมายที่สมบูรณ์จริง ๆ แล้วยังไม่สมบูรณ์ หากยังต้องอาศัย clause ที่มาก่อนจึงจะสมบูรณ์อย่างแท้จริง Conjunctive adverbs ที่ใช้มากคือ therefore, however, consequently, accordingly, subsequently, furthermore, moreover, nevertheless เช่น This task is very difficult; therefore, we need all of us to co-operate.

  5.2 เชื่อมส่วนของประโยคที่มีฐานะไม่เท่ากัน ได้แก่ subordinate conjunctions, relative pronouns, และ relative adverbs. connectives เหล่านี้จะปรากฏอยู่ใน complex sentence Subordinate conjunctions Connectives ประเภทนี้ใช้นำ dependent adverb clauses และเชื่อม independent clauses คำเหล่านี้ที่ใช้มาก ได้แก่ before, since, after, as, because, if, unless, until, although เช่น Although Sompong works very hard, his boss seems to be displeased with his performance.

     5.3 Prepositions  คือคำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง verbs กับ noun ซึ่งเป็น object ของ preposition นั้น และช่วยทำให้ความหมายของ verbs ที่ถูกเชื่อมเปลี่ยนไปจากเดิมได้ เช่น to, of, by, from, between, in, over, under, for เช่น The cat is under the table.

 

6. Verbals

Verbals เป็นคำที่สร้างจาก verbs แต่ไม่มีฐานะเป็น verbs, verbals มี 3 ชนิดคือ infinitive, participle และ gerund

6.1 Infinitives (to go, to run, to see, etc.)  Infinitives ทำหน้าที่เหมือน noun, adjective หรือ adverb ได้

I like to dance. (noun)

A book to read is what the child wants. (adjective)

They went to play basketball. (adverb)

6.2 Participle  มี 3 ชนิดคือ present participle (reading, printing, feeling, etc.), past participle (written, typed, built, etc.) และ perfect participle (having written, having typed, having built, etc.)

Participle ทำหน้าที่อย่างเดียวคือเป็น adjective เท่านั้น คือขยายคำนามที่เป็นประธานของประโยค

Going to the basement, John slipped. (adjective)

Typed and signed, the letter was mailed today. (adjective)

Having seen the accident, she called the police. (adjective)

6.3 Gerund (swimming, running breaking, etc.)  โดยทั่วไปทำหน้าที่เป็น noun

David enjoys playing games on the internet. (noun) ทำหน้าที่กรรมตามหลังคำกริยา enjoy

Tense (เท็นซ) หมายถึง “กาลเวลา” เป็นรูปแบบของคำกริยาที่แสดงให้ทราบว่า การกระทำนั้นๆหรือเหตุการณ์นั้นๆได้เกิดขึ้นเมื่อไร ได้เกิดขึ้นแล้วหรือว่ากำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กาลเวลาด้วยกันคือ

            1. Present Tense (เพร็ซซึนซ เท็นซ)                                   =  เหตุการณ์ปัจจุบัน

                2. Past Tense (พาสท เท็นซ)                                             =  เหตุการณ์ในอดีต

3. Future  Tense (ฟิลเชอร์ เท็นซ)                   =  เหตุการณ์ในอนาคต

ซึ่ง Tense ที่เราจะศึกษากันในวันนี้เป็น Present Tense (เหตุการณ์ปัจจุบัน) ในรูปของ Present Simple Tense ซึ่งเป็น Tense พื้นฐานที่นักเรียนจำเป็นต้องศึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษา Tense อื่นๆในระดับสูงต่อไป

1.     ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือเกิดขณะที่พูดเช่น

        Ann watches television.

        Ron takes a bath in the bathroom.

2.      ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นจริงตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน

        หรืออนาคตเช่น

       Tiger is a dangerous animal.

       The earth moves around the sun.

3.    ใชักับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นบ่อยๆซ้ำๆจนเป็นกิจวัตรประจำวันหรือประจำเดือน

ทำไมคำกริยาต้องเติม ” s ” หรือ ” es “

Read aloud.
           1. I drink water every day.
           2. You drink water every day.
           3. We drink water every day.
           4. They drink water every day.
           5. He drinks water every day.
           6. She drinks water every day.
           7. It drinks water every day.
          นักเรียนจะสังเกตเห็นว่าในข้อ 5 – 6 – 7 คำกริยา drink เติม s      นักเรียนลองเดาซิคะว่าเพราะอะไรบางคนก็ตอบถูกค่ะว่าเพราะประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 คือ He She และ It      ค่ะ นักเรียนต้องจำให้ได้นะคะ

กฎการเติม s หรือ es หลังคำกริยา
      1.  คำกริยาธรรมดาทั่วๆไปเติม S ได้ทันที เช่นคำว่า work – works , live – lives
      2.  คำกริยาที่ลงท้ายด้วย s , ss , sh , ch , x และ o ให้เติม es เช่น go – goes ,
           watch – watches , catch – catches
      3.  คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น I แล้วเติม es เช่น cry – cries ,
           study – studies